Blog

Work from home โอกาสทองของคนที่ไม่เคยมีเวลา Stay home

Work from home โอกาสทองของคนที่ไม่เคยมีเวลา Stay home

ในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในโลกปัจจุบันนั้น การทำงานถือว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เราจะต้องประสบพบเจอ ซึ่งการทำงานทั้งหลายทุกอย่างนั้นเป็นขั้นตอนที่จะทำให้เราสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ จากรายได้ที่ได้จากการทำงานนั่นเอง ซึ่งรายได้เหล่านี้จะช่วยพยุงชีวิตเราได้มากขึ้น โดยมันสามารถนำไปซื้อในสิ่งที่จำเป็น ไปจนถึงสิ่งที่ต้องการนั่นเอง แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการที่เราอาจจะไม่สามารถกลับบ้านได้ หรืออาจจะมีเวลาอยู่ที่บ้านน้อยลงนั่นเอง นั่นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ได้อย่างเสียอย่าง”  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งการเข้ามาของ COVID-19 ที่เป็นโรคระบาดขั้นร้ายแรงซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างพลิกผันแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะมันเป็นโรคระบาดที่ยิ่งกว่าไข้หวัดใหญ่ และทำให้ผู้คนสามารถเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และนั่นจึงทำให้การใช้ชีวิตในยุคนี้จำเป็นที่จะต้องทำงานอยู่ภายในเคหสถานหรือที่บ้านนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่เหมาะสมที่สุด และทำให้ไม่มีต้องมีการแพร่ระบาดที่มากกว่าเดิมนั่นเอง ซึ่งเราเรียกการทำงานแบบนี้ว่า “Work from home” ในปัจจุบัน Work from home ก็ยังมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ COVID-19 ยังไม่ซบเซาลง รวมไปถึงวัคซีนที่ใช้ก็เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมีการพัฒนาของตัวเชื้อที่ น่ากลัวมากขึ้น ก็ทำให้วัคซีนจะต้องมีการพัฒนามากกว่าเดิมนั่นเอง และนั่นจึงทำให้การใช้ชีวิตแบบนี้ยังคงต้องเป็นแบบนี้ต่อไป ซึ่งมันอาจจะส่งผลที่ไม่ดีสำหรับผู้คนมากมายนัก แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้านแล้ว นี่อาจจะเป็นเวลาที่ทำให้พวกเขาสามารถอยู่ในบ้านได้ดีที่สุด เพราะพวกเขาสามารถเวลาที่จะทำอะไรได้อย่างอื่นนอกจากทำงาน และถ้ามีสมาชิกในครอบครัวคนอื่นที่จะต้องประสบพบเจอกับปัญหาแบบเดียวกัน ก็ถือได้ว่าเป็นเวลาที่ทำให้พวกเขาได้อยู่ร่วมกันได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของ Work from home สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ในบ้านนั้น ก็ทำให้มีเวลาอยู่บ้านได้มากขึ้น และถ้ายิ่งมีสมาชิกในบ้านเข้ามาอยู่ด้วยกันกับเรา ก็ทำให้เราสามารถมีเวลาอยู่กกับครอบครัวของเราได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนนั่นเอง   ภาพจาก www.pexels.com เนื้อหาโดยแอดมินวานด้า

Blueberry ผลไม้สีม่วงสุดยอดอาหารบำรุงสายตา

Blueberry ผลไม้สีม่วงสุดยอดอาหารบำรุงสายตา

เมื่อเราจะพูดถึงผลไม้แล้วนั้น มันก็คืออาหารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเราสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดหรือตามห้างต่าง ๆ ได้ ซึ่งคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากที่ทำให้ผลไม้มีความนิยมอย่างมาก นั่นก็คือ วิตามินที่อยู่ภายในผลไม้นั่นเอง โดยวิตามินนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยทำให้เราได้รับการบำรุงในทุกส่วนในอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และการบำรุงดังกล่าวนี้ก็ยังมีผลทำให้เราสามารถเห็นได้จากภายนอก ตั้งแต่สายตาทีดีขึ้น ผิวพรรณที่สดใส ไปจนถึงร่างกายที่แข็งแรงนั่นเอง และนั่นจึงทำให้ผลไม้ได้กลายเป็นที่นิยมสำหรับผู้คนที่ต้องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือจะเป็นคนรักสุขภาพและรับประทานอาหารคลีนเป็นประจำอยู่แล้วนั่นเอง โดลผลไม้ที่มอบประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างมหาศาลนั้น ก็มีอยู่มากมายหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือ Blueberry Blueberry เป็นผลไม้สีม่วงที่อยู่ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งสำหรับ Blueberry นั้น เป็นผลไม้ที่มีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และยังถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดอีกด้วย นอกจากนี้มันยังมีสารที่ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์สมองได้ จึงทำให้มันสามารถพัฒนาระบบประสาทและสมองได้ดีด้วยนั่นเอง และประโยชน์อันสูงสุดที่ Blueberry สามารถมอบให้ได้ก็คือ การบำรุงสายตา นั่นเอง ในส่วนของการบำรุงสายตานั้น เกิดมาจากสารแอนโทไซยานิน ที่ช่วยในการป้องกันการอ่อนล้าจากการใช้สายตาที่มากเกินไป ช่วยทำให้สายตาสามารถทำงานในความมืดได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม ช่วยลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บปวดจากความบวมภายในลูกตาได้ดีอีกด้วย และสิ่งสำคัญก็คือ ได้มีการวิจัยจาก Archives of Ophthalmology ว่า การรับประการบลูเบอร์รี่วันละ 3 ถ้วย จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคตาในวัยผู้ใหญ่ได้ด้วย ดังนั้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่า Blueberry เป็นผลไม้ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายของเราได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะในการพัฒนาสายตาที่ถือว่าดีอย่างยิ่ง เพราะ Blueberry นี้จะช่วยในการบำรุงสายตาจากความอ่อนล้าในการทำงานได้ดี รวมถึงยังช่วยป้องกันการเกิดโรคร้ายกับดวงตาได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง   ภาพจาก www.pexels.com เนื้อหาโดยแอดมินวานด้า

แนะนำหนังสือน่าอ่านสไตล์คนญี่ปุ่น

แนะนำหนังสือน่าอ่านสไตล์คนญี่ปุ่น

การพัฒนาตนเองสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้อย่างมากและเป็นที่นิยม ก็คือ การอ่านหนังสือ ประเภทหนังสือที่นิยมมีผู้เขียนที่มากด้วยความรู้ประสบการณ์ได้รวบรวมไว้ให้เรา นั่นคือ  หนังสือด้านการพัฒนาตัวเอง  เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาในการพัฒนาความคิดและทักษะของเราให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างดี นอกจากนี้จะสามารถเพิ่มพูนทักษะของเราแล้วนั้น ก็ยังสามารถเพิ่มพูนความรู้ที่มากขึ้น นั่นจึงทำให้หนังสือเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในหมวดจิตวิทยา ซึ่งความสำคัญของหนังสือพัฒนาตัวเองนั้น เป็นการรวมเคล็ดลับและทฤษฎีการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นเคล็ดลับจากไลฟ์โค้ช นักธุรกิจ หรือจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ที่ต้องการจะแสดงถึงเคล็ดลับและทฤษฎีต่าง ๆ ให้เป็นบทเรียนแก่ผู้คนมากมายให้เข้าใจและนำไปปรับใช้ เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับการกระทำ ใด ๆ ก็ตาม และประสบความสำเร็จได้ โดยหนังสือพัฒนาตัวเองนั้น ก็เรียกได้ว่ามีอยู่หลากหลายเล่มกันเลยนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีทุกเล่มที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น หนังสือพัฒนาตัวเองที่น่าอ่านจึงเป็นหนังสือที่เราควรจะทำความรู้จักเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ปี 2022 ซึ่งถือว่าเป็น ปีใหม่สำหรับเราทุก ๆ คน จึงถือเป็นอีกโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของเรา โดยมีหนังสือพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราพัฒนาตัวเอง สำหรับหนังสือพัฒนาตัวเองที่เราควรจะรู้จักและควรอ่านกันพื่อต้อนรับปีใหม่นี้ เราจะเห็นได้จากหลาย ๆ เล่ม เช่น “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น” ของทาดาชิ ยาซุดะ ที่พูดถึงทักษะการคุยเล่นของคนชั้นแนวหน้าในวงการ ที่จะช่วยพัฒนาให้ตัวเขาสามารถก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุดของอาชีพนั่นเอง หรือจะเป็น “เพราะขี้เกียจวุ่นวาย ชีวิตเลยสบายแบบนี้” ของนะโอะยุกิ ฮุนดะ ซึ่งเป็นการสรุปแนวคิด 55 ข้อของความขี้เกียจ ที่จะทำให้เราได้มองว่าความขี้เกียจนี้เองคือตัวจุดประกายความสร้างสรรค์ในชีวิตนั่นเอง และสุดท้ายก็คือ “กฎ 4 ข้อของการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด” ของคามาริ มาเอดะ ซึ่งตัวนักเขียนนี้คือ ผู้ที่มีทักษะการตัดสินใจ และนำเสนอเป็นอันดับหนึ่งของบริษัทซอฟท์แบงค์เลยทีเดียว นั่นจึงทำให้หนังสือเล่มนี้คือคู่มือที่ช่วยพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหา รวมไปถึงความสามารถที่ดีด้วย ดังนั้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่าหนังสือพัฒนาตัวเองเหล่านี้จะช่วยทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเราได้ทั้งความคิดและทักษะของเราได้อย่างดี   ภาพจาก www.pexels.com เนื้อหาโดยแอดมินวานด้า

ภาษาดีได้เปรียบ หากจะให้เหนือไปอีกต้องภาษาที่ 3

ภาษาดีได้เปรียบ หากจะให้เหนือไปอีกต้องภาษาที่ 3

โลกยุคปัจจุบันที่การสื่อสารต่างภาษานั้นเป็นสิ่งที่เรามักจะพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยในยุคอดีตส่วนใหญ่จะใช้แค่ในส่วนภาษาในฝั่งตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่ถือได้ว่าเป็นภาษาหลักและภาษาราชการของทั่วโลกไปโดยปริยาย โดยมีสาเหตุมาจากอาณานิคมที่เดินทางไปจะมีอังกฤษที่เดินทางเข้ามาด้วย รวมไปถึงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทางสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก ในขณะนั้นได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักก็ยิ่งทำให้ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาที่แพร่หลายไปในทั่วโลกเลยทีเดียว และนั่นจึงทำให้เวลาที่เราเดินทางไปยังพื้นที่แห่งใดบนโลก ภาษาอังกฤษจะกลายเป็นภาษากลางที่เราจะเอาไว้พูดเพื่อสื่อสารกันและกันได้อย่างเข้าใจ ซึ่งมันก็ดูจะเป็นแบบนั้นมาอย่างนั้น แต่ถึงกระนั้น นอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นเหมือนภาษาที่สองของเราแล้วนั้น ก็ยังมีอีกกระแสหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาษา นั่นก็คือ ภาษาที่ 3 ด้วยยุคสมัยได้เปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสาร การทำธุรกิจ กิจการต่าง ๆ นั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพียงผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเท่านั้น นอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษากลางสำหรับใช้สื่อสารกับคนส่วนมากบนโลกในบนี้แล้ว จะเป็นการดียิ่งขึ้น หากเราสามารถสื่อสารในภาษาที่ 3 แน่นอนว่า เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงาน ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ  ได้เหนือกว่าคนอื่นแน่นอน สำหรับภาษาที่ 3 นั้น มันก็คือภาษาที่เราสามารถพูดได้นอกเหนือจากภาษาราชการของเราเองกับภาษาอังกฤษ ซึ่งการเกิดภาษาที่ 3 ในชีวิตประจำวันนั้น ก็เกิดจากสาเหตุมากมายตั้งแต่การมีอิทธิพลทางธุรกิจของประเทศอื่น ๆ หรือจะเป็นความต้องการของเราที่ต้องการจะพูดภาษานั้น ๆ ได้ อย่างการมีอิทธิพลทางธุรกิจนั้น ส่วนใหญ่เราจะเห็นได้จากประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เริ่มมีอิทธิพลอย่างมากในช่วงหลัง ๆ มานี้ บวกกับเจ้าสัวไทยเชื้อสายจีนหลายคนก็เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับทางนั้นอย่างมากมาย จึงทำให้การฝึกภาษาจีนจึงเป็นไปอย่างมากมาย ในความต้องการของตัวเราเองนั้น ก็อาจจะมีสาเหตุที่มาจากความสนใจในประเทศนั้น ๆ เช่น การฝึกพูดภาษาญี่ปุ่น ที่มีผลมาจากความสนใจในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือสิ่งใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ทำให้การฝึกภาษาญี่ปุ่นให้เป็นภาษาที่ 3 ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยแนวทางที่จะช่วยในการฝึกฝนนั้น ก็ต้องเริ่มจากมีใจรักในการฝึกภาษานั้น ๆ ก่อน หลังจากนั้นจึงต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจในความหมายของคำ ลักษณะประโยค การฝึกพูด และวิธีการเขียน และสิ่งที่จะช่วยทำให้เราสามารถได้ภาษานี้ได้เร็วยิ่งขึ้น คือการฝึกหัดกับบุคคลที่มีทักษะเกี่ยวกับภาษานั้น ๆ หรือจะเป็นคนจากประเทศนั้น ๆ เลย การฝึกพูดภาษาที่ 3 จึงกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน…

Read More Read More

ประสบความสำเร็จได้ตามสไตล์ชาว Introvert

ประสบความสำเร็จได้ตามสไตล์ชาว Introvert

สำหรับกลุ่ม Introvert นั้น เราคงจะรู้จักกันว่า เป็นพวกเก็บตัว ไม่ค่อยพูดจากับใคร และในบางครั้งก็ดูจะเป็นคนขี้อายอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถือว่าแตกต่างจากกลุ่ม Extrovert ที่จะเป็นกลุ่มที่มักจะชอบเข้าสังคม ชอบพบปะผู้คน จนดูจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีที่ดีเอามาก ๆ นั่นเอง แต่แท้จริงแล้ว กลุ่ม Introvert สามารถพบปะกับผู้คน และเข้าสังคมได้ เพียงแต่พวกเขาอาจจะต้องพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าก็เท่านั้นเอง ซึ่งถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้พูดเก่งเหมือนกับกลุ่ม Extrovert แต่ก็สามารถพูดคุยและสร้างเสียงหัวเราะได้ไม่แพ้กันเลย แต่ถึงกระนั้น สังคมก็มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่ม Extrovert มากกว่า เพราะด้วยลักษณะของ Extrovert นั้นมีลักษณะที่แสดงออกถึงความเป็นมิตร ชื่นชอบที่จะเป็นจุดสนใจ จึงทำให้มีผู้คนมากมายอยากที่จะเข้ามาอยู่ใกล้นั่นเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า กลุ่ม Introvert จะไม่สามารถผูกสัมพันธ์จนไม่สามารถประกอบธุรกิจหรือกระทำการใด ๆ ที่ต้องผูกสัมพันธ์กับผู้คนมากมายได้เลยนั่นเอง เพราะกลุ่ม Introvert เองนี่แหละ ที่สามารถทำประสบความสำเร็จได้อย่างมากมายไม่แพ้กับกลุ่ม Extrovert เลยทีเดียว สำหรับการประสบความสำเร็จในฉบับ Introvert นั้น เราจะเห็นได้ชัดเจนที่ส่งในวงการธุรกิจ นั่นก็คือ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็น Introvert นั้นมักจะสามารถวางตัวได้ดีในสังคมทั่วไป ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้คนมองว่าเป็นผู้มีระเบียบ น่าเกรงขาม จนต้องรู้สึกเกรงใจกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นจึงทำให้มีผู้คนมากมายรู้สึกเคารพได้ง่าย เพราะฉะนั้น จึงทำให้ผู้บริหารเหล่านี้มักจะต้องนัดเวลาล่วงหน้าก่อนที่จะพบเจอกันนั่นเอง และสำหรับวิธีผูกสัมพันธ์ของกลุ่มนักธุรกิจ Introvert นี้นั้นก็คือ พวกเขามักจะเป็นผู้ฟังได้ดี และมักจะใส่ใจในรายละเอียดกับผู้ฟังอย่างมาก นั่นจึงทำให้กลุ่ม Introvert มักจะมีมารยาท และไม่พูดขัดจังหวะเลยนั่นเอง นั่นจึงทำให้กลุ่ม Introvert มักจะได้รับความน่าเชื่อถืออย่างมากจากผู้ฟัง โดยเฉพาะแค่เป็นผู้ฟังก็ทำให้ผู้คนมากมายเคารพนับถือได้แล้ว ดังนั้นแล้ว เราคงจะเห็นว่ากลุ่ม Introvert นั้นเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนได้ไม่แพ้กับกลุ่ม Extrovert เลย เพราะลักษณะของ Introvert ที่มักจะไม่ค่อยพูด…

Read More Read More